Wednesday, May 31, 2006

Follow Up from "ขอเสียงคนเรียนเศรษฐศาสตร์ (Economics) หน่อยครับ"

I would like to apologise if you have been visiting this blog from the Pantip 's kruthuu.

I am kind of a lousy host with a lousy blog. If you kept looking the blog, you might notice this is the third time I have posted the 'follow up' from Pantip. The system ate my messages everytime. Sorry for this :(

Anyways, please leave something when you come here in the comment zone; your name, your email address, your status, affiliation, fields of interest, city-country of living, your idea, your comment, your recommended articles or books, etc. (especially your field of interest)

I will try to organise the information/data based on the information provided here. This might be helpful for future reference and being in touch.

We should have a kind of 'group of interest' for economics that we can share the insights, idea and suggestion from the same-branch specialists. I plan to keep mailing list according to the field of specialization. This might be beneficial for the future economic event of the flamebouyant economists who stop by here.


PS. For some person whom I know, please allow me to arrange and put your (pen) name in the field of your specialisation.

Why would you say that "The King Never Smiles" ?

การที่คนเรา รัก และ เคารพ ใครสักคน เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราต้องการรู้สิ่งต่างๆเกี่ยวกับเขาผู้นั้น . . . แต่บางครั้ง ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจว่า มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลัวเสียเหลือเกินว่า การรับรู้ของเรา จะทำให้คนกลุ่มนั้น เสียหน้า หรือได้รับ คำครหา . . . เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรนำมา ศึกษา อย่างไม่มีอคติ (หรือมีให้น้อยที่สุด) . . . ซึ่งบางที การศึกษาอย่างไม่มีอคตินั้น อาจจะต้องให้ "คนนอก" ผู้ที่ไม่มีความรู้สึกเท่าไรนัก เป็นผู้ศึกษา . . . แล้วเราก็ได้แต่ติตาม และค้นคว้า จากสิ่งที่ "คนนอก" เขียนมาให้เราอ่าน เกี่ยวกับบุคคลที่เรา รัก และเคารพ . . . โดยที่เราไม่มีสิทธิ์ หรือถูกห้าม ริดรอนสิทธิ์ ด้วย คนกลุ่มอื่น ที่กลัวการ รับรู้ และการศึกษา ของเรา . . . ปิดหู ปิดตา ปิดปาก กันไปเถิด คนกลุ่มนั้น . . . อย่ามา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก เราจนเกินไปก็แล้วกัน
Book Description "The King Never Smiles : A Biography of Thailand's Bhumibol Adulyadej"

Thailand’s Bhumibol Adulyadej, the only king ever born in the United States, came to the throne of his country in 1946 and is now the world’s longest-serving monarch. The King Never Smiles, the first independent biography of Thailand's monarch, tells the unexpected story of Bhumibol's life and sixty-year rule—how a Western-raised boy came to be seen by his people as a living Buddha, and how a king widely seen as beneficent and apolitical could in fact be so deeply political and autocratic.
Paul Handley provides an extensively researched, factual account of the king’s youth and personal development, ascent to the throne, skillful political maneuverings, and attempt to shape Thailand as a Buddhist kingdom. Handley takes full note of Bhumibol's achievements in art, in sports and jazz, and he credits the king's lifelong dedication to rural development and the livelihoods of his poorest subjects. But, looking beyond the widely accepted image of the king as egalitarian and virtuous, Handley portrays an anti-democratic monarch who, together with allies in big business and the corrupt Thai military, has protected a centuries-old, barely modified feudal dynasty.
When at nineteen Bhumibol assumed the throne, the Thai monarchy had been stripped of power and prestige. Over the ensuing decades, Bhumibol became the paramount political actor in the kingdom, silencing critics while winning the hearts and minds of his people.
The book details this process and depicts Thailand’s unique constitutional monarch—his life, his thinking, and his ruling philosophy.
And who said "The King never smiles" ?
Long Live The King, our beloved King

Thursday, March 30, 2006

Democracy : Allocation Mechanism Under Asymmetric Information by Voting

Hayek พูดไว้ตั้งแต่ปี 1945 ว่า ...คนเราต้องการข้อมูล ข่าวสารต่างๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ การผลิต การจัดสรร ...แต่...ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจต่างๆที่ "เหมาะสม" สำหรับสังคมนั้น มักจะกระจัดกระจาย ซึ่งทำให้แต่ละคนมีข้อมูลข่าวสารไม่เท่ากัน...ดังนั้น กลไก การจัดสรรที่ดี จะต้องเป็นกลไกที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เคารพ "บุคคล" นะครับ ... เราเริ่มต้นด้วยการ "นิยาม" ความพอใจของบุคคลก่อน ...ทฤษฎีไม่ขึ้นต้นว่า สังคมควรจะเป็นแบบนี้ ดังนั้น คุณจะต้องชอบแบบนี้ แบบที่ ผมกำลังยื่นให้อยู่นี่....หรือบอกว่า สิ่งนี้ดีที่สุดแล้ว คุณควรจะเห็นด้วย....

ถ้าเราเคารพซึ่งกันและกัน...ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญที่สุด คือ "ความพอใจ" ของแต่ละบุคคล

Holmstrom & Myerson ได้มองว่า "การตัดสินใจของคน" ภายใต้ภาวะข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรนั้น เป็น "หลักในการตัดสินใจ" ไม่ใช่ ผลลัพธ์จากการตัดสินใจเอง...หลักในการตัดสินใจ คือ การแปร ข้อมูล ที่มีลักษณะ "ส่วนบุคคล" ไปยัง ผลลัพทธ์ในการตัดสินใจ...ดังนั้น กลไกการจัดสรรที่ดี ภายใต้ภาวะข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร จะต้อง ชักนำให้ แต่ละคน "ไม่โกหก" และ กลไก ควรที่จะใช้ข้อมูลข่าวสาร ได้อย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ

ระบอบประชาธิปไตย..เป็นกระบวนการเลือก "ผลลัพธ์" ของสังคม ซึ่งเป็นการ สร้าง "กฎเกณฑ์" การเลือก โดยอาศัยข้อมูลที่ถูก "เปิดเผย" โดย แต่ละบุคคล ผ่านกระบวนการ "ออกคะแนนเสียง"...ดังนั้น ระบอบประชาธิปไตย จึงเป็น กลไก การจัดสรรทรัพยากร (ทางข้อมูล) เพื่อที่ใช้ในการเลือก ผลลัพธ์ ของสังคม (ของบุคคลต่างๆ หลายๆคน)

กลไกนี้ ต้องการการ "เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล" และต้องการการ "เคารพ" ซึ่งกันและกัน ตามกติกาที่เราสร้างขึ้น เพราะเราเชื่อว่า เราทุกคนเท่าเทียมกัน (ในระดับหนึ่ง ภายใต้กฎเกณฑ์ใด กฎเกณฑ์หนึ่ง)

ผมไม่ได้อยู่ข้างใด ข้างหนึ่ง ภายใต้ภาวะที่เราถูก "บังคับ" ให้ต้องเลือกข้าง

ผมรู้แต่ว่า ผมเป็นคนเคารพ กฎเกณฑ์ และเป็นคนชอบแก้ไขปัญหา ตามกฎเกณฑ์ ไม่ชอบออกไปตะโกนปาวๆ ...แต่สิ่งที่ผมเกลียดอีกอย่างหนึ่ง คือ คนที่อยู่ในอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์ โดยทำให้ผู้อื่น (ส่วนใหญ่) เดือดร้อน แล้วยัง มาสร้างภาพ แผ่อิทธิพล ให้ตนเองดูดี และถูกต้อง...สิ่งที่เกลียดยิ่งขึ้นไปอีก คือ คนที่เปลี่ยนกณเกณฑ์ เพียงเพราะ อคติ หรือ เจตคติอันไม่ชอบธรรมส่วนตัว...เกลียด คนที่ทำให้ ระบบที่ถูกออกแบบไว้อย่าง (ที่คิดว่า) เหมาะสม ไม่สามารถทำงานของมันได้...

ใช่... ถ้าเกิดปัญหา ผมต้องการแก้ที่ระบบ ต้องการแก้ที่กลไกที่ถูกออกแบบมา...แต่ถ้ามีใครมา corrupt ระบบที่ถูกออกแบบมา โดยเคารพคนส่วนใหญ่...คนๆนั้น ก็ควรที่ได้รับผล จาก "ความพอใจ และความเห็นชอบ" ของคนส่วนใหญ่ แม้ว่า "กระบวนการ" ดังกล่าว จะไม่ทำตามระบบ กฎเกณฑ์ก็ตาม... ก็มีคนบางคน ไปทำให้ระบบ กฎเกณฑ์ มันใช้ไม่ได้ผลแล้วนี่หน่า

แต่อย่างไรก็ตาม...เมื่อเราสามารถ นำปัญหา ที่ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสมออกไปได้แล้ว...เราจะต้องกลับมามองว่า เราควรที่จะ พัฒนา แก้ไข ปรับปรุง "กลไก ระบบ กฎเกณฑ์" อย่างไร...เพื่อที่ว่า เราจะได้มี กลไก และ ระบบ ที่ดีกว่า...จนกว่า จะถึงกาลที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงมันอีกครั้ง ภายใต้การเคารพซึ่งกันและกัน

เพื่อชาติ และ ราชพลี...

Thursday, January 26, 2006

The Empire Strikes Back..เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก บ้างสิ

น่าแปลกใจที่ว่า นักเรียนเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย หลายๆคนเริ่มต้นด้วยการเรียนแนวคิดแบบ "กระแสหลัก" แต่สุดท้าย ด้วยความวิริยะส่วนตัว ประกอบกับความช่างคิด และ (กระแส) สังคมทางด้านการเมือง ทำให้มองเหตุการณ์ต่างๆ แล้วบอกว่า เศรษฐศาสตร์ "กระแสหลัก" อธิบายปรากฎการณ์เหล่านั้นไม่ได้ แต่พอถามอาจารย์ที่สอน ("กระแสหลัก") พวกเค้าอยู่ หลายท่านบอกว่า เหตุการณ์เหล่านี้ อธิบายได้ด้วย "กระแสหลัก" ทั้งนั้น.....ทำไม?

เป็นเพราะความรู้ "กระแสหลัก" ไม่เพียงพอที่จะอธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าว?

เป็นเพราะนักเรียนเหล่านั้นความไม่เข้าใจในเนื้อหาที่สอน ?

เป็นเพราะความไม่รู้อย่างลึกซึ้งในวิชาที่สอน เพราะหลักสูตรไม่เอื้ออำนวยให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง?

ผมไม่คิดว่า เหตุการณ์ในสังคมศาสตร์ใดๆ จะไม่สามารถถูกอธิบายได้ด้วยเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเลย!!

วิธีการอธิบาย และการวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก สามารถแบ่งได้ออกเป็นสองแนวทางที่สำคัญ คือ แนวคิด General Equilibrium และแนวคิด Game Theory ซึ่งสิ่งแรกเป็นแนวคิดแบบมองจาก "ห่างๆ" โดยมีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์ส่วนย่อยที่สุด ในบทบาทที่แตกต่างๆกัน และสิ่งหลังเป็นแนวคิดมองจาก "ในสถานการณ์" ซึ่งมีพื้นฐานจากการวิเคราะห์ส่วนที่ย่อยที่สุดก่อนเช่นกัน ซึ่งแนวคิดทั้งสอง เน้นการวิเคราะห์สภาวการณ์ "ดุลยภาพ" เช่นเดียวกัน

การวิเคราะห์สภาวะ ดุลยภาพ (รวมทั้ง การนำไปสู่ดุลยภาพ, การดำรงอยู่ ความเสถียรของดุลภาพ และความหลากหลายของภาวะดุลยภาพ) เป็นแนวคิดที่สำคัญ เนื่องจากการศึกษาด้วยแนวทางนี้ เป็นการศึกษารายละเอียดของแต่ละส่วนของ "ระบบ" และการมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆของ แต่ละส่วน ซึ่งปฏิสัมพันธืนี้จะเกิดขึ้น....ภาวะดุลยภาพ คือ ภาวะที่แต่ละส่วนของระบบอยู่ในสภาพ "นิ่ง" กล่าวคือ แต่ละส่วนของระบบจะไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลง ถ้าส่วนอื่นๆไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

แล้วการศึกษาแบบนี้ สำคัญอย่างไร?

การศึกษาแนวทางนี้ ทำให้เราเข้าใจ ความเป็นอยู่ และการกระทำของ ส่วนย่อยแต่ละส่วน รวมทั้ง "อย่างไร" ที่จะทำให้แต่ละส่วนที่มีปฏิสัมพันธ์กัน อยู่ในสภาพนิ่ง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างยุ่งเหยิง และถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลง ผู้วิเคราะห์จะสามารถเข้าใจได้ว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร จากส่วนใด และจะเกิดขึ้นไปในทิศทางใด ตามแนวคิด "ดุลยภาพ" ที่ใช้ในการวิเคราะห์ดังกล่าว

นี่คือ แนวคิด และการวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์ "กระแสหลัก"

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมมีความ "ทึ่ง" กับแนวคิด และวิธีการศึกษาแบบนี้ ซึ่งสามารถได้ถึง การรวมกันของสังคมชนบท, ความเชื่อใจกัน, การแบ่งสรรทรัพยากร ในสังคม แม้ว่าจะมีการโกหก หลอกลวงเกี่ยวกับข้อมูลของตนเอง และอื่นๆอีกมากมาย....

คงเป็นเรื่องน่าเศร้า..ถ้าผู้ต้องการศึกษา สรุปว่า "กระแสหลัก" ใช้งานไม่ได้ โดยที่ไม่ได้ศึกษาสิ่งนี้อย่างรอบด้าน และลึกซึ้งเพียงพอ

บางส่วนจาก Keynes (1936) The General Theory of Employment, Interest and Money ได้แสดงแนวคิดอย่างแสบๆคันๆ ตามสไตล์ชาว Bloomsbury ว่า

...the ideas of economists and political philosophers, both when they are right and whey they are wrong, are more powerful than is commonly understood. Indeed the world is ruled by little else. Practical men, who believe themselves to be quite exempt from any intellectual influences, are usually the slaves of some defunct economist. Madmen in authority, who hear voices in the air, are distilling their wisdom from some academic scribbler of a few years back...soon or late, it is ideas, not vested interests, which are dangerous for good or evil.

Wednesday, January 04, 2006

ผมมีกล่องหนึ่งใบ...อยากให้ "เขา" มีกล่องใบเดียวกัน


จากที่เคยสัญญาเรื่องจะทำการวิเคราะห์ของ ระบบสาธารณสุขของประเทศกำลังพัฒนา ที่มุ่งเน้นเรื่องการจัดสรรการทำงานของ "หมอ" ระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน...เสร็จแล้วครับ...เสร็จเป็น "กล่อง" หนึ่งใบ

กล่องนี้ ถูกสร้างมาจากฝา 4 ด้าน โดยอาศัยความเชื่อ ที่ว่า หมอ สามารถตัดสินใจที่จะทำงานได้ในทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ อีกทั้ง การตัดสินใจในการทำงาน ยังเป็นลักษณะ "ตามใจตัวเอง" ใครจะใจดี ใจร้าย หรือ ขยันมาก ขยันน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหมอคนนั้น โดยไม่มีใครไปจ้ำจี้จำไช หรือไปบังคับให้เป็นไปตามที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ (ปัญหานี้เค้าเรียกว่า multitasking moral hazard ครับ)

เรื่องของเรื่องก็คือ มีคนใจดีต้องการให้หมอทำงานมากๆ ทั้งในภาครัฐ และเอกชน จะได้ใช้ความรู้ที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ให้เงินทุนค่าเล่าเรียนที่เอามาจากภาษีของชาวบ้าน (เป็นล้านๆบาท) ถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด แต่ คนใจดีคนนี้ ดันไปบังคับ ควบคุมการทำงาน และการตัดสินใจของหมอได้อย่างที่เค้าต้องการจริงๆ เค้าก็เลยต้อง "ยื่น" เงินเดือนของหมอในรูปแบบต่างๆ ว่า ทำงานทั้งสองที่ได้เท่านี้ ทำงานแค่ภาครัฐได้เท่านั้น ทำงานให้เอกชนอย่างเดียวได้เท่านู้น แล้วก็ไม่ทำทั้งสองภาคเลย (หมอออกไปเล่นหุ้นแทน) จะได้เท่าไหร่...เป็นรูปแบบเงินเดือน (contract) ที่คิดว่าจะดีที่สุดเท่าที่ทำได้โดยคิดว่า จะต้องการสร้างแรงจูงใจให้กับหมอในการทำงานโดย "เคารพ" การตัดสินใจของหมอด้วย

เมื่อรูปแบบเงินเดือนที่เหมาะสมถูกเสนอมาแล้ว หมอแต่ละคนก็เลือกอย่างที่ตัวเองต้องการ... รูปแบบการทำงานของหมอจะออกมาเป็น "กล่อง" ที่บอกว่า ปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจของหมอมีอะไรบ้าง และ "คนใจดีคนนั้น" ถ้าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานโดยรวมของ หมอ จะต้องปรับยังไง ถึงจะเป็นไปได้อย่างใจ...ใจของชาวบ้านตาดำๆ

"กล่อง" เป็นเครื่องมือ ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวคิดบางอย่าง... กล่องจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีคนเอาไปใช้อย่างถูกวิธี

ใครสนใจอยากได้ "กล่อง" ใบนี้ บอกนะครับ เดี๋ยวจะ email ไปให้ ถ้ามีโอกาส จะไปอธิบายว่า กล่องใช้ยังไง

คงจะดีไม่น้อยที่ "เขา" คนที่มีอำนาจสามารถใช้กล่องเพื่อเปลี่ยนแปลงให้การจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์นี้ ใช้อย่างถูกต้อง และทำให้เกิดผลดีต่อ เราๆ ท่านๆ (แต่ไม่รู้ว่าเขานั้น เป็นใครกันแน่ อยู่ไหน และสนใจไหมอ่ะดิ...เฮ้อ)

Tuesday, November 15, 2005

กลับมา (สักพัก) แล้วครับ

หลังจากพักหายใจหายคอช่วงใหญ่ๆ..ตอนนี้ก็ต้องกลับมาเดินเครื่องทำงานอีกเช่นเคย กลับมาสอนหนังสือ และทำงานวิจัย (part-time) แล้วก็อ่านหนังสือที่อยากอ่าน ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง (หลังจากที่ห่างหายไปนาน..เพิ่งเข้าใจ และรู้สึกว่า คนเราต้องการครอบครัว และคนที่เรารักมากแค่ไหนก็ตอนที่เราไม่มีเค้าอยู่ใกล้ๆนั่นแหละ)...มีความสุขดีครับ

เอาเป็นว่า เอาไว้ว่างๆ จะเล่าเรื่อง "เบาๆ" ให้ฟังละกันนะครับ ช่วงนี้มีเรื่องอยู่ในหัวเพียบ แต่ไม่มีเวลา และอารมณ์เขียน

แต่ตอนนี้ ขออนุญาต ชวน คนที่ยังอยากเรียนหนังสือ ในด้าน เศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม สมัยใหม่ (ที่เป็นเชิงทฤษฎี) ไปเรียน และไปคุยกันนะครับ ถ้าสนใจ email มา แล้วผมจะส่ง syllabus/outline พร้อมทั้ง เวลา และสถานที่ นะครับ

โชคดี มีความสุข ยิ้มทุกวัน หัวใจแข็งแรง

Monday, September 05, 2005

Health System in Developing Countries (4)

The paper studies the allocation of physician's effort between public and private medical care sector under asymmetric information and the effects of 'outside option' in the working...and also parameters being not in control of the physician. The applied hidden action framework would be employed. (Please allow me to hold it at this moment)

The result will not be posted here due to technical difficulties and so many mathematics in the paper. Anyways hopfully it will get published soon in Thailand!! (where the source of my motivation comes from) but probably in English (sorry for that!!)

I just wish the model would be beneficial to the medical care system and policy implications which have come out somehow irrationally from economic point of view.

ps. Any enquiries? please email me at na krub.
ps2. This is also the reason why I am so fasicinated in economic theories; beneficial and pragmatic. So let other people who say 'economic theory is useless' be quiet and listen to what the cold-blood rational model says!!

Thursday, September 01, 2005

Transfer of Technology for Successful Integration into the Global Economy

(เอามาให้อ่านกันเล่นๆ นะครับ)

เป็นงานเขียนนานมาแล้วเหมือนกัน ...แต่เพิ่งจะได้ฉบับออกเผยแพร่..เขียนร่วมกันอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมเคารพรัก


ขออภัยที่ไม่ได้เขียนอะไรมาก...เพราะอยู่ในช่วง "จิตตก"

Health System in Developing Countries (3)

The Difference Between Developed and Developing Countries

There is a prevailing problem in developing countries, which is not mentioned in developed ones. The problem can be illustrated by the following claim, from Benerjee, Deaton and Duflo (2004) for the case of India.

“On average 45 percent of medical personnel are absent in subcenter and aid post and 36 percent are absent in the (larger) Primary Health Cares and Community Health Cares…The situation does not seem to be specific to Udaipur : these results are similar to the absenteeism rate found in nationally representative survey in India and Bangladesh…It is also possible that the public health official charges for his services. This is not necessarily illegal, since they are allowed to practice outside office hours and it is possible that our respondents are not always making a distinction between what the public official does during office hours and what he does after hours. The fact remains, however, that they are not getting free health care at the public facilities.”
(from section V, pp948-49)

The other evidence is studied by Pannarunothai and Suknak (2004) on health service system in Thailand (in Thai). The study shows that the effect of increase in private health service demand from abroad can deteriorate the physician-patient proportion in rural are and create stability and movement of physicians from public to private sector in the period of prosperity. The reverse movement also happened in the period of economic contraction; e.g. economic crisis. The fluctuation in patter of physician-patient proportion, in both rural and urban areas, has adverse effect particularly to the rural one. This situation is though different from India and Bangladesh but can be perceived as haring the same problem, that is the lack of a proper contract which can takes into account the effect outside the ‘main’ system.

The situation in India, Bangladesh and Thailand has shown the problem of a lack of a proper contract that incorporate the effect of both government/public and private sector of medical care system which are the principals of the relation according to figure 2. As mentioned above, this phenomenon does not occur or is not prevailing in developed countries that have more resource for medical care system in order to match the compensation to physician who work in public with private medical care systems. This difference requires a new approach to deal with the agency relationship. To cope with the problem we need to consider both government/public and private principals in the system and their interaction which affects the key decision variables of physician. To the best of my knowledge, the literature in physician agency has not previously considered this situation.

Health System in Developing Countries (2)

In the service part of medical care system, when we consider in detail, the suppliers can be divided into two segment; physician and hospital. They have complementary function but can be perceived as a vertical relationship also. This idea is initiated by Harris (1977). For a medical treatment, physician plays a crucial role in diagnosis and decides the methods of treatment, such as medicine and operation, which are supported by ‘administrative section’ of a hospital. As proposed by Harris (1977) and reviewed by Dranove and Satterthwaite (2000), the vertical relationship of medical treatment can be considered as ‘dual hierarchy’ and studied by agency framework. On the top layer, patient is a principal who asks physician to perform a medical treatment which the result affects health status, with uncertainty, of the patient. For the bottom layer, physician as the principal assigns the administrative part of hospital to perform the required curative method, which in turn influence the performance of physician and hence health status of the patient. These agency relationship, accompanied with other issues, has been the major focus of incentive approach in recent health-economic literature. From dual hierarchy perspective, if we consider the top layer and assign patients as the source of financial resource, which is channeled to government and private sector, and consider bottom layer as only one unit of decision as a medical treatment provider composed of both physician and administrative part of hospital, we would have another vertical relationship. Note that in the medical treatment provider unit, which we merge physician and hospital together, physician still plays a predominant role because he has been assigned the right to decide, as an ‘expert’, the diagnosis and treatment.

In one-layer relationship shown above physician can be considered as the agent who performs many functions simultaneously. He would provide a quantity of treatment with good quality and concomitantly try to reduce cost of the treatment. In health economic literature, there is vast research on the method to induce desirable performances in various circumstances. A large proportion of the literature concentrates on the methods of payment from government as the principal to physician as the agent. The payment method is described as a contract which binds both parties together. The studies have considered in both complete and asymmetric information circumstances, as nicely reviewed by Chalkley and Malcomson (1996,2000). This group of literature implicitly assumes that there is only one principal. The methods of payment of government and private sector are not different. This is because the government can regulate the private sector effectively or can match the payment from private sector without restricted resource constraint. However the situation in developing countries is different from one investigated in literature due to much restricted resource of government which gives rise to another issue to be mentioned below.

After Arrow (1963) shows the importance of effects of asymmetric information in medical care system, extensive research on health economics has taken into account the effect on both demand side, patients having hidden characteristics, and supply side, physician having hidden actions. This effect has combined the health economics and contract theory together. The study of the effect has been pervasive and included the form of payment with contractual relationship called ‘physician agency’, as reviewed by McGuire (2000).

Health System in Developing Countries (1)

The importance of medical care system has long been recognized on social and economic grounds. On the social basis, medical care is an important basic need of people. This creates the basic requirement of the system in the form of ‘equality’. Since the World War II, the technology of curative has been improved in which it has driven the cost of medical care to surge. Due to uncertain characteristic of illness and costly nature of medical treatment, the health insurance system has been created to support the social need given a level of economic condition. On the economic ground, the concern on efficiency to control the cost of medical treatment has been a major concern in many developed countries, as shown in Cutler (2002). Given the equality aim with inflating cost, the cost containment is the major issue and researchers have been investigating the method to achieve the goal. Many researches focus on the regulatory form and the method of payment of the system to induce targeted performance with acceptable cost. In the broader perspective this is to attain the efficiency in medical care system. The latest issue on efficiency is the incentive in medical care system which takes into account the influence of asymmetric information. The methodology focuses on the incentive of major decision unit of the system. The physician is on the supply side and patient and health insurer are on the demand side. The incentive methodology is bounded to tackle the prolong problems of the system on efficiency basis in more complex environment which to consider quantity-quality of services, effort to reduce cost and induce innovation in the long run. From the experience three major issues of the system; equality, cost containment and incentive for efficiency, are the major concern of medical care system in previous decades and years to come in all countries.

In general, the medical care system has three major players; health insurer, medical care supplier and patients. Patients demand the services and can pay directly or by buying insurance in which the health insurer would pay to the supplier. Because medical care is an important basic need of people, most of countries, both developed and developing ones, has spent significant amount of government budget on it. Moreover, the government can involve and interfere in many part of the system. The relationship of players in the medical care system is shown in figure 1.

We can separate the flow into two parts, medical care finance, which involves the resource flow from patients to government and insurer, and medical service, which involves two-step relationship government-insurer to suppliers and suppliers to patients.

The role of government in medical care system in fact is not only on the finance part, but on the service one also. The government can deliver the services through public hospital that employ medical care personnel and buy related medical equipment. According to Musgrove (1996), the role of government in medical care system has five levels ranging from least to most involved activities. The first one is to inform in the sense that government provides useful information to other players in the system without any requirement. Secondly, it is to regulate private medical activities such as setting standard of treatment and personnel. Thirdly, government mandates the related parties in which it enforces the parties to do, otherwise they would be guilty. The children immunization is an example. The fourth is to finance the medical care services through tax or public fund. The last is to provide medical services directly buy using publicly-owned resources, both facilities and personnel. As a consequence, the public roles in the system are in every step and hence unavoidably compete with the private provision in both finance and service part. In finance part, public fund might compete with private insurance company and in service part with private hospitals. The experience of developed countries in public involvement is concluded in table 2 of Cutler (2002).